มีนาคม 2012
ไม่ให้ใส่ความเห็น ชีวิตแห่งความเชื่อของอับราฮัม
“ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน” (ฮีบรู 11:8)
ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคลกับพระเจ้าปรากฎให้เห็นโดยระดับของการที่เขาแยกออกมาอยู่ต่างหาก เราสามารถสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้ในชีวิตของอับราฮัม โดยการที่เขาแยกตัวออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอนและเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ในยุคสมัยที่เราทั้งหลายอยู่นี้ การแยกตัวออกไม่ได้หมายถึงการแยกออกมาอยู่ห่างเหินจากพวกพี่น้องที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า แต่หมายถึงการที่เราแยกตัวออกจากพวกเขาในแง่ของความคิดและศีลธรรม พระเยซูตรัสถึงเรื่องดังกล่าวนี้ในลูกา 14:26
การดำเนินชีวิตโดยความเชื่อหมายความว่า คุณไม่รู้เลยว่าพระองค์จะทรงนำคุณไปที่ไหน แต่มันก็หมายถึงด้วยว่าคุณรักและไว้วางใจพระองค์ผู้ทรงนำคุณ นี่คือชีวิตที่อาศัยความเชื่ออย่างแท้จริง คือมิได้คำนึงถึงความฉลาดเฉลียวหรือเหตุผลแต่เป็นชีวิตแห่งการรู้จักพระองค์ผู้ทรงเรียกให้เราออกเดินทางไป ความเชื่อหยั่งรากลงในการรู้จักบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ แต่กับดักสำคัญยิ่งอันหนึ่งคือความเชื่อที่สันนิษฐานว่า หากเรามีความเชื่อเพียงพอ พระเจ้าจะทรงนำเราให้ไปถึงความสำเร็จในโลกนี้อย่างแน่นอน
ขั้นตอนสุดท้ายของชีวิตแห่งความเชื่อคือการที่เรากลายเป็นคนที่พระเจ้าใช้ได้ และในกระบวนนั้นเราพบกับการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง เราสัมผัสได้ถึงการที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ล้อมรอบเราในเวลาที่เราอธิษฐาน แต่เราถูกเปลี่ยนเพียงชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเรากลับไปทำกิจวัตรประจำวัน ศักดิ์ศรีนั้นก็หายไป ชีวิตแห่งความเชื่อไม่ใช่ชีวิตที่มีประสบการณ์สุดยอดอย่างต่อเนื่อง เหมือนอย่างการบินขึ้นด้วยปีกของนกอินทรี หากแต่เป็นชีวิตแห่งการเดินไปอย่างสมำ่เสมอโดยไม่อ่อนเปลี้ยต่างหาก (อิสยาห์ 40:31) ชีวิตนั้นไม่ใส่ใจในเรื่องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ถึงขั้นไหนแล้ว แต่เอาใจใส่สิ่งที่ไปไกลกว่านั้นอีก คือเป็นความเชื่อที่ผ่านการทดลองแล้วว่ามีความทรหดและทรงรับรองว่าใช้ได้ อับราฮัมก็หาได้เป็นแบบอย่างของการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ไม่ แต่เขาเป็นแบบของชีวิตแห่งความเชื่อ คือความเชื่อที่แท้จริงที่ผ่านการทดสอบแล้วและถูกสร้างขึ้นบนพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ฉะนั้นจึงมีบันทึกไว้ว่า “อับราฮัมเชื่อในพระเจ้า…” (โรม 4:3)